'สันติ'มองเสถียรภาพเศรษฐกิจไทยระยะสั้นกลางยาว

นายสันติ กีระนันทน์ อดีตกรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม โพสต์เพจเฟซบุ๊ก สันติ กีระนันท

นายสันติ กีระนันทน์ อดีตกรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม โพสต์เพจเฟซบุ๊ก สันติ กีระนันทน์ ระบุข้อความ ว่าเสถียรภาพเศรษฐกิจไทย ระยะสั้น กลาง ยาวได้อ่านบทความในหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ ประจำวันที่ 17 ตุลาคม 2564 “วัดเสถียรภาพเศรษฐกิจไทย เทียบกับต่างประเทศ แกร่งแค่ไหน?” ซึ่งเป็นการนำเสนอบทวิเคราะห์ของ ttb analytics โดยคุณนริศ สถาผลเดชา หัวหน้าศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจ ทีทีบี ที่ได้นำเครื่องขี้เสถียรภาพเศรษฐกิจมหภาคที่สำคัญ 4 ปัจจัย ได้แก่ สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP สัดส่วนหนี้ภายนอกประเทศต่อ GDP สัดส่วนรายได้ดุลบัญชีเดินสะพัดต่อ GDP และ ทุนสำรองระหว่าประเทศ (วัดเป็นจำนวนเดือนของการนำเข้า) และมีบทสรุปว่า สภาพเศรษฐกิจมหภาคของไทยยังมีความแข็งแกร่ง แม้จะมีความน่ากังวลใจอยู่บ้างในด้านรายได้ดุลบัญชีเดินสะพัดที่แสดงสถานะขาดดุล เป็นครั้งแรกตั้งแต่วิกฤติเศรษฐกิจเมื่อปี 2540อย่างไรก็ดี ในสายตาของคนที่ไม่ใช่นักเศรษฐศาสตร์ เป็นเพียงคนที่ให้ความสนใจกับความเป็นไปทางด้านเศรษฐกิจ อาจจะมีความเห็นเพิ่มเติมจากการอ่านบทความดังกล่าว โดยขอแสดงความกังวลใจกับสถานภาพทางเศรษฐกิจของไทยบางประการ ถึงแม้ว่าปัจจัยชี้วัดหลายปัจจัยที่บทความดังกล่าวได้นำเสนอให้เห็นในทิศทางที่ทำให้เห็นว่า สถานภาพทางเศรษฐกิจของไทยไม่ได้น่ากังวลนัก เพราะเครื่องชี้เสถียรภาพเศรษฐกิจไทยทั้งสี่ที่ได้กล่าวมาก่อนหน้านั้น แสดงถึงเสถียรภาพในขณะนี้ที่ยังอาจจะไม่ต้องกังวลมากนัก แต่โครงสร้างโดยรวมของระบบเศรษฐกิจไทยก็ไม่ได้เข้มแข็งเพียงพอที่จะทำให้ในระยะต่อไปจะไม่ต้องกังวลกัน เนื่องจากโครงสร้างที่ยังไม่ได้ถูกปรับให้เหมาะสมกับการเปลี่ยนแปลงของบริบทโลกนั้น ยังมีความเสี่ยงอีกมากที่ในอนาคตจะทำให้ระบบเศรษฐกิจไทยมีปัญหาอย่างต่อเนื่อง และจะส่งผลต่อชีวิตความเป็นอยู่ของคนไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้โครงสร้างเศรษฐกิจของไทยพึ่งพาการท่องเที่ยวมากเกินไปในปี 2562 ก่อนที่โลกใบนี้จะเกิดวิกฤติโรคระบาด COVID-19 ที่ทำให้การเดินทางข้ามพรมแดนหยุดชะงักลงนั้น ภาคการท่องเที่ยวของประเทศไทยสร้างรายได้ให้ประเทศไทยประมาณร้อยละ 20 ของ GDP หรือเป็นเงินประมาณ 3 ล้านล้านบาท โดย 1.9 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 63 ของรายได้จากการท่องเที่ยวนั้น มาจากนักท่องเที่ยวต่างชาติ ซึ่งตัวเลขดังกล่าวนั้น น่าจะนับเพียงรายได้ทางตรงจากภาคการท่องเที่ยวเท่านั้น แต่ยังไม่ได้นับถึงผลกระทบลูกโซ่อันเนื่องมาจากการทำงานของตัวคูณในระบบเศรษฐกิจที่เกี่ยวเนื่องมาจากห่วงโซ่อุปทานของภาคท่องเที่ยว ดังนั้น เมื่อภาคท่องเที่ยว (ทั้งจากนักท่องเที่ยวในประเทศและนักท่องเที่ยวต่างประเทศ) สะดุดหยุดลง จึงส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศไทยทั้งระบบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้นอกจากนั้น จำนวนคนที่ทำมาหากินโดยตรงอยู่ในภาคการท่องเที่ยวของประเทศไทยนั้น น่าจะมีจำนวนไม่น้อยกว่า 5 ล้านคน โดยถึงไตรมาสที่ 3 ในปี 2564 นี้ มีผู้ตกงานออกจากภาคการท่องเที่ยวไปแล้วไม่น้อยกว่า 3 ล้านคน หรือคิดเป็นประมาณร้อยละ 71 ของคนที่มีอาชีพในการการท่องเที่ยว ซึ่งนั่นหมายความว่า ผู้คนเหล่านั้นจะกลายเป็นผู้ที่ขาดรายได้หลักจากการประกอบอาชีพของตนเองไปความพยายามของภาครัฐในการกระตุ้นการท่องเที่ยวของนักท่องเที่ยวชาวไทยภายใต้โครงการ “เราเที่ยวด้วยกัน” จึงเป็นความพยายามในการปลุกสัดส่วนร้อยละ 37 ของรายได้จากการท่องเที่ยว (หรือประมาณ 1.1 ล้านล้านบาท) จากนักท่องเที่ยวไทย ซึ่งเมื่อมีตัวคูณในระบบเศรษฐกิจทำงานควบคู่กันไปด้วย ก็น่าจะสร้างความเคลื่อนไหวในระบบเศรษฐกิจได้พอสมควรอย่างไรก็ดี การใช้มาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวของภาครัฐนั้น อาจจะนับได้ว่าเป็นความพยายามในการแก้ไขปัญหาการชะลอตัวของเศรษฐกิจไทยในระยะสั้นหรือเป็นการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าเท่านั้น ซึ่งแม้ว่าในที่สุดแล้ว หากมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวดังกล่าวประสบความสำเร็จ และนักท่องเที่ยวต่างประเทศกลับมาเที่ยวประเทศไทยแล้ว ก็คงจะสร้างรายได้ให้แก่คนในภาคการท่องเที่ยวได้อีกครั้ง และเศรษฐกิจก็อาจจะกลับมาเติบโตได้อีกครั้งหนึ่ง แต่หากพิจารณาให้ชัดเจนแล้ว ก็จะเห็นได้ว่า ความเสี่ยงในเสถียรภาพทางเศรษฐกิจก็ยังคงอยู่เช่นเดิม เพราะเกิดการกระจุกอยู่ที่ภาคการท่องเที่ยว และหากเกิดเหตุการณ์อะไรที่ทำให้ภาคการท่องเที่ยวสะดุดลงอีกครั้งหนึ่ง ก็คงหนีไม่พ้นปัญหาการชะลอตัวทางเศรษฐกิจอีกนั่นเองความเหลื่อมล้ำที่จะกลายเป็นปัญหาหยั่งรากลึกหลายครั้งและหลายมาตรการที่ภาครัฐพยายามออกมาเพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ ซึ่งมักจะมีมาตรการเยียวยา และมาตรการกระตุ้นการบริโภคของภารประชาชนเป็นหลัก โดยเฉพาะมาตรการประเภทหลังนั้น มักจะมุ่งเน้นไปเพื่อลดผลกระทบจากการชะลอตัวทางเศรษฐกิจที่วัดด้วย GDP growth ซึ่งการกระตุ้นการบริโภคของภาคประชาชนนั้น ที่เป็นที่นิยมก็คือมาตรการลักษณะ co-payment เช่น คนละครึ่ง เราเที่ยวด้วยกัน เป็นต้น โดยกลุ่มเป้าหมายที่ถูกกระตุ้นก็มักจะเป็นคนที่ยังมีรายได้หรือมีความมั่งคั่งเพียงพอที่จะบริโภค แต่ลังเลที่จะบริโภคอันเนื่องมาจากการขาดความเชื่อมั่น เมื่อมีมาตรการ co-payment จึงทำให้ผู้บริโภคตัดสินใจบริโภคง่ายขึ้นและมากขึ้น และแน่นอนว่าจะส่งผลต่อการเติบโตของ GDP ในที่สุดอย่างไรก็ดี ความมุ่งหวังตัวเลข GDP growth นั้น แม้จะมีมาตรการใด ๆ ก็ตามที่พยายามยกระดับให้การเติบโตปรากฏผล แต่การมุ่งเป้าไปที่กลุ่มคนที่มีความสามารถในการบริโภคเป็นหลัก ในขณะที่กลุ่มคนที่ไม่มีกำลังการบริโภคเลย ก็มักจะใช้มาตรการเยียวยาเพียงชั่วครั้งชั่วคราว แต่ไม่ได้มีมาตรการชัดเจนในการสร้างงานสร้างรายได้ให้ประชาชนกลุ่มนี้ ในที่สุดแล้ว ปัญหาความเหลื่อมล้ำ (ทั้งความเหลื่อมล้ำในการหารายได้ ความเหลื่อมล้ำในความมั่งคั่ง และความเหลื่อมล้ำในอำนาจการบริโภค) ก็จะยิ่งถ่างออกเพิ่มระดับของปัญหาให้หนักขึ้นไปแม้ว่ามาตรการเยียวยาในปัจจุบันนี้ การเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายทำได้ดีขึ้น เพราะมีการเตรียมโครงสร้างพื้นฐานอย่าง prompt pay หรือข้อมูลจากการลงทะเบียน และข้อมูลผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เป็นต้น แต่เพียงมาตรการเยียวยานั้น ไม่สามารถแก้ปัญหาได้ในระยะกลางจนถึงระยะยาว และความสามารถทางการคลัง ก็ไม่สามารถรองรับมาตรการเยียวยาได้ในระยะยาว ดังนั้น นอกเหนือจากการกำหนดมาตรการเยียวยา (ซึ่งหวังผลในระยะสั้น และผลทางการเมือง) รัฐจำเป็นต้องมีแนวนโยบายที่ชัดเจนในการสร้างความเข้มแข็งให้คนกลุ่มเปราะบางในอันที่จะสามารถลุกยืนขึ้นมาหารายได้ด้วยตัวเอง มิฉะนั้นแล้ว ปัญหาความเหลื่อมล้ำ (ในทุกมิติ) จะทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ จนในที่สุด อาจจะไม่สามารถแก้ไขได้อีกเลยอุตสาหกรรมเก่าและมูลค่าต่ำนอกเหนือจากปัญหาที่ได้กล่าวมาข้างต้นแล้ว ปัญหาเชิงโครงสร้างที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งของระบบเศรษฐกิจไทยก็คือการเป็นอุตสาหกรรมเก่าและเป็นอุตสาหกรรมขั้นพื้นฐาน มากกว่าจะเป็นอุตสาหกรรมที่สอดคล้องกับแนวโน้มการพัฒนาของโลก และไม่เป็นอุตสาหกรรมที่มีมูลค่าสูง ตัวอย่างเช่น ประชากรจำนวนประมาณ 25 ล้านคน หรือคิดเป็นร้อยละ 38 ของประชากรไทย ยังเป็นเกษตรกร และที่น่าตกใจกว่านั้นคือ ยังเป็นเกษตรกรที่พึ่งฝนพึ่งฟ้าเป็นหลัก ไม่ได้มีเทคโนโลยีทางการเกษตรที่ช่วยให้การทำเกษตรกรรมเป็นแบบเกษตรอัจฉริยะ (smart agriculture) และไม่เป็นเกษตรกรรมมูลค่าสูง เพราะยังมุ่งผลิตโภคภัณฑ์เป็นหลัก ประเทศไทยยังคงวัดผลสำเร็จด้วยการคิดถึงปริมาณข้าวที่ส่งออกสู่ตลาดโลก และยังภูมิใจกับปีที่ไทยส่งออกข้าวมีปริมาณสูงสุดเป็นลำดับแรกของโลก ยังไม่มีการใช้แนวคิด less for more เพื่อสร้างมูลค่าสูงให้แก่ผลผลิตทางการเกษตร ยิ่งไปกว่านั้น ความเสี่ยงของภาคการเกษตรยังขึ้นอยู่กับภัยธรรมชาติเป็นหลัก การทำเกษตรกรรมไม่ได้ใช้แนวคิดการตลาดนำการผลิต และปัญหาอื่น ๆ อีกมากมายในภาคการเกษตร ซึ่งล้วนแล้วแต่ทำให้เกษตรกรที่มักจะมีคำพูดว่าเป็นกระดูกสันหลังของชาติ กลายเป็นกระดูกสันหลังที่ผุพังรอวันเป็นอัมพาตปัญหาภาคการเกษตรกับภาคอุตสาหกรรมของประเทศไทย ก็เป็นไปในลักษณะที่ไม่แตกต่างกันมากนัก กล่าวคือยังเป็น old economy และมีผลิตภาพต่ำ (low productivity) ซึ่งในที่สุดแล้ว ทำให้ประเทศไทยไม่สามารถบรรลุเป้าหมายการเติบโตทางเศรษฐกิจที่เหมาะสมกับศักยภาพของประเทศที่มีอยู่ รวมทั้งทำให้ระบบเศรษฐกิจเต็มไปด้วยความเสี่ยงที่ไม่มีใครตั้งใจบริหารจัดการให้พ้นจากกับดับนี้ได้อย่างสำเร็จเสียที ทั้งที่ประเทศไทยมีทรัพยากรมากมายเพียงพอที่จะพัฒนาให้เกิดประสิทธิภาพได้มากกว่านี้สาเหตุ ผล และแนวนโยบายที่ควรจะเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างของระบบเศรษฐกิจ (structural problems) ที่ได้นำเสนอนั้น อาจจะนับว่าเป็นเพียงบางส่วนของปัญหาทั้งหมดเท่านั้น แต่นับได้ว่าปัญหาเชิงโครงสร้างดังกล่าวนั้นเป็นผลของการดำเนินนโยบายด้านเศรษฐกิจที่ไม่มีการปรับตัวเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงของบริบทโลกอย่างทันท่วงที และอาจจะยังหลงระเริงกับความสำเร็จบางอย่างที่ปรากฎ ประกอบกับการเมืองที่อ่อนแอและระบบราชการที่ขนาดใหญ่มากเกินไปแต่ไร้ประสิทธิภาพ นำมาซึ่งการทุจริตและไม่ดำเนินงานที่เกิดผลประโยชน์ต่อการพัฒนาประเทศในระยะกลางและระยะยาว นอกจากนั้น การศึกษาของไทยก็เป็นที่ประจักษ์แล้วว่าไม่สามารถสร้างภูมิปัญญาให้คนไทยรุ่นใหม่ในการเพิ่มศักยภาพของตนเอง เพื่อให้เกิดความสามารถในการแข่งขันและนำประเทศไทยให้ทันสมัย มีศักยภาพสูงเพียงพอที่จะแข่งขันในเวทีโลกปัญหาการทุจริตที่หนักขึ้นเรื่อย ๆ ของประเทศไทยนั้น อาจจะวัดได้จากดัชนีการรับรู้การทุจริต (corruption perception index) ที่ปีล่าสุด 2563 ยังคงได้คะแนนเพียง 36/100 แต่อันดับแย่ลงจากอันดับ 103/180 ในปี 2562 เป็นอันดับ 104/180 ในปี 2563 ซึ่งแสดงว่าประเทศไทยไม่มีการปรับปรุงในทิศทางที่ดีขึ้นในเรื่องการทุจริตสำหรับอีกปัญหาหนึ่งคือ ขนาดของราชการไทยที่ใหญ่โตแต่ขาดประสิทธิภาพ ในปี 2561 นั้น มีจำนวนข้าราชการพลเรือนในระบบทั้งหมดประมาณ 1.33 ล้านคน (ยังไม่นับลูกจ้างประจำของหน่วยราชการ) ในขณะที่ข้าราชการทหารมีจำนวนประมาณ 361,000 นาย ซึ่งกล่าวกันว่า ขนาดของกองทัพไทยนั้นใหญ่กว่ากองทัพของเยอรมัน และมีขนาดนับเป็นอันดับที่ 26 ของโลก ซึ่งเมื่อรวมข้าราชการพลเรือนและข้าราชการทหารเข้าด้วยกัน (และนับลูกจ้างประจำของหน่วยราชการ) น่าจะนับได้ว่ามีจำนวนทั้งระบบไม่น้อยกว่า 2 ล้านคน งบประมาณรายจ่ายประจำปีหมดไปกับรายจ่ายประจำกว่าร้อยละ 75 ซึ่งทำให้ความสามารถในการพัฒนาประเทศจากการใช้จ่ายงบประมาณประจำปีเป็นเรื่องที่เป็นไปได้ยากนอกเหนือจากเรื่องการทุจริตในประเทศไทย รัฐราชการที่มีขนาดใหญ่โตเกินความจำเป็นแต่ขาดประสิทธิภาพ ปัญหาพื้นฐานเรื่องการศึกษาที่ถูกรายงานว่า เมื่อเทียบกับประเทศในกลุ่มอาเซียนแล้ว ประเทศไทยอยู่ในอันดับที่ 8 (จาก 10 ประเทศ) อยู่เหนือเพียงเวียดนามและกัมพูชาเท่านั้น ทั้งที่ประเทศไทยน่าจะเป็นประเทศที่มีระดับการพัฒนาที่ดี หากคำนึงถึงความพร้อมในด้านทรัพยากรทุก ๆ ด้านที่ประเทศไทยมีปัญหาพื้นฐานที่สำคัญอีกเรื่องหนึ่งและอาจจะนับว่าเป็นรากเหง้าของปัญหาทั้งหลายก็คือ ปัญหาความด้อยคุณภาพของนักการเมืองไทย ความอ่อนแอของระบบตรวจสอบทางการเมือง และอื่น ๆ อีกมากมายที่ล้วนแล้วแต่บ่งชี้ว่า การเมืองไทยเป็นสาเหตุสำคัญของความอ่อนแอของสังคมไทยกล่าวกันว่า หลังวิกฤติเศรษฐกิจอันเนื่องมาจากโรคระบาด COVID-19 ครั้งนี้ หากเศรษฐกิจไทยจะฟื้นตัว ก็ไม่น่าจะเป็นแบบ V-shape หรือแม้กระทั่ง U-shape แต่มีความเป็นไปได้อย่างสูงมากที่จะฟื้นตัวแบบ K-shape ซึ่งหมายถึงบางกลุ่มบางพวกในประชากรก็จะสามารถฟื้นตัวได้ และกลับมาดำเนินธุรกิจรวมถึงดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจได้อย่างที่เป็นมาก่อนหน้าที่จะเกิดวิกฤติเศรษฐกิจ และอาจจะสามารถเติบโตได้ตามศักยภาพของตัวเอง เพราะสามารถปรับตัวให้เข้ากับความเปลี่ยนแปลงตามบริบทของโลกและสังคมที่เปลี่ยนไปอย่างมาก ในขณะเดียวกัน ประชากรที่เหลือ (ซึ่งอาจจะเป็นส่วนใหญ่ของประเทศ) จะไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ และอาจจะจมถลำลึกลงไปในหุบเหวของการขาดความสามารถในการดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ซึ่งอาจจะเป็นเพราะไม่สามารถเข้าถึงโอกาส ไม่สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุน ไม่สามารถปรับตัวให้รับกับความเปลี่ยนแปลงของบริบทสังคมและเศรษฐกิจ ซึ่งความเปลี่ยนแปลงดังกล่าวนั้น แม้จะไม่มีเหตุการณ์โรคระบาดเกิดขึ้น สภาพแวดล้อมทั้งหมดก็จะเปลี่ยนไปอันเนื่องจาก technological disruption ที่ไม่มีใครจะทัดทานได้ การเกิดโรคระบาด COVID-19 นั้นเป็นเพียงปัจจัยกระตุ้นที่ทำให้ความเร็วและความรุนแรงของการเปลี่ยนแปลงเพิ่มขึ้นเท่านั้น และในเรื่องดังกล่าวนี้ ผมเคยพยายามแสดงความคิดเห็นตั้งแต่ต้นปี 2563 เมื่อเกิดวิกฤติโรคระบาดใหม่ ๆ ว่า ในภัยคุกคามที่เกิดขึ้นนั้น หากประเทศไทยจะใช้เป็นโอกาสในการปฏิรูประบบเศรษฐกิจไปพร้อม ๆ กับการเยียวยาประชาชนผู้เปราะบาง ก็น่าจะเป็นการดำเนินนโยบายที่ชาญฉลาด เพราะทุกประเทศในโลกในขณะนั้น อยู่ในสภาวะ zero setting ทั้งโลก แต่น่าเสียดายที่ภาครัฐไม่ได้ใช้โอกาสดังกล่าวให้เป็นประโยชน์ในการสร้างศักยภาพการแข่งขันของประเทศไทย เมื่อมาถึงเวลานี้ ถึงจะสายไปสักหน่อยแล้ว แต่หากภาครัฐจะตระหนักถึงปัญหาในระยะยาว กำหนดการปฏิรูปด้านต่าง ๆ อย่างรวดเร็วเพียงพอ ก็อาจจะวิ่งไปตามกระแสการเปลี่ยนแปลงได้บทสรุปบทความนี้เริ่มต้นด้วยการวิเคราะห์ปัญหาทางเศรษฐกิจ โดยอ้างอิงถึงการวิเคราะห์ตัวชี้วัดเสถียรภาพทางเศรษฐกิจที่ยังไม่น่ากังวลใจมากนักในระยะสั้น แต่หากพิจารณาถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อไปในอนาคตระยะกลางและระยะยาวนั้น การไม่พิจารณาถึงปัญหาเชิงโครงสร้าง อาจจะทำให้ไม่สามารถกำหนดกระบวนการแก้ปัญหาทางเศรษฐกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ และปัญหาเชิงโครงสร้างดังกล่าวนั้น ไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้นเพราะเหตุของโรคระบาด COVID-19 แต่เป็นเพราะภาครัฐไม่ได้ให้ความสำคัญในการพัฒนาเชิงโครงสร้างอย่างจริงจังและต่อเนื่อง ซึ่งหากไม่รีบแก้ปัญหาดังกล่าวนั้น จะส่งผลต่อความเสี่ยงในระบบเศรษฐกิจ (และสังคม) อย่างไม่สามารถจะหลีกเลี่ยงได้แม้จะมีความตั้งใจในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ แต่หากไม่คำนึงถึงองค์รวมของสาเหตุแห่งปัญหาทั้งหมด และแก้ไขทุกองค์ประกอบของปัญหาไปพร้อมกัน ก็ไม่อาจจะแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจได้ แต่ในทางกลับกัน หากมีความมุ่งมั่นและกำหนดกระบวนแก้ไขปัญหาองค์รวมอย่างถูกต้องแล้ว นอกเหนือจากปัญหาทางเศรษฐกิจระยะกลางและระยะยาวจะถูกแก้ไขแล้ว ผลพลอยได้คือ สังคมก็จะเข้มแข็ง และสามารถสร้างความเข้มแข็งและยั่งยืนทางเศรษฐกิจได้อย่างมีเสถียรภาพด้วยคำถามที่น่าสนใจคือ ผู้รับผิดชอบในแต่ละหน้าที่ ตระหนักถึงปัญหาต่าง ๆ ที่รออยู่ข้างหน้า และมีวิสัยทัศน์เพียงพอที่จะรับมือกับปัญหาเหล่านั้นหรือยัง

เกี่ยวกับผู้เขียน: hogsnow

แนะนำให้คุณ