ชาวนาเฮ!กรมชลฯเตรียมเดินหน้าโครงการเติมน้ำภูมิพล

วันที่ 16 ก.ย.64 นายเฉลิมเกียรติ คงวิเชียรวัฒน์ รองอธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า หลังจากที่คณะกรรมการ

วันที่ 16 ก.ย.64 นายเฉลิมเกียรติ คงวิเชียรวัฒน์ รองอธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า หลังจากที่คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ (กก.วล.) ที่มีพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานมีมติเห็นชอบรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม (อีไอเอ) โครงการเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนให้เขื่อนภูมิพลเมื่อวันที่ 15 ก.ย.64 ที่ผ่านมานั้น จากนี้กรมชลประทานก็จะเริ่มดำเนินการตามขั้นตอนการเตรียมความพร้อมของโครงการเพื่อนำเสนอต่อคณะกรรมการนโยบายน้ำแห่งชาติ (กนช.)เพื่อพิจารณาต่อไปคาดว่าจะสามารถทำรายละเอียดเสนอได้ประมาณปลายปี 2565  

ทั้งนี้ ขั้นตอนการดำเนินการประกอบด้วย การลงสำรวจพื้นที่โครงการเพื่อกำหนดขอบเขตการขอใช้พื้นที่ และทำเรื่องเสนอต่อกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) เพื่อขอใช้พื้นที่ทั้งของกรมป่าไม้ กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช (อช.) ตามขั้นตอนของกฎหมายที่เกี่ยวข้องเมื่อแล้วเสร็จขั้นตอนนี้จึงจะเสนอ กนช.เพื่อพิจารณาและเสนอต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาอนุมัติโครงการ

รองอธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า การดำเนินการกรมชลฯจะนำข้อสังเกตของคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมมาประกอบอาทิการปลูกป่าทดแทนในพื้นที่เดิมหรือพื้นที่ใกล้เคียงกับพื้นที่ขอใช้ประโยชน์ การปฏิบัติตามมาตรการที่กำหนดไว้ในรายงาน EIA อย่างเคร่งครัด การส่งเสริมเกษตรกรฤดูแล้งในพื้นที่การเกษตร 1.6 ล้านไร่ ที่เป็นพื้นที่รับประโยชน์ โดยการปลูกพืชที่เพิ่มมูลค่า หรือพืชหลากหลายมากกว่าการทำนาข้าวเพื่อเพิ่มรายได้ให้ครัวเรือนเป็นต้น

นายสุเทพ คงมาก อดีตนายกสมาคมชาวนาและเกษตรกรไทย กล่าวว่า ดีใจที่โครงการนี้ผ่านกรรมการสิ่งแวดล้อมฯเพราะต่อสู้ในเรื่องการเพิ่มน้ำต้นทุนให้เขื่อนภูมิพลกันมานานเนื่องจากทุกภาคส่วนรู้ว่าน้ำคือสิ่งสำคัญและฝนไม่ได้ตกตามฤดูกาลหรือตกมากเหมือนเมื่อก่อนมีความแปรปรวนของสภาพอากาศ จึงเห็นว่าเป็นโครงการสำคัญที่รัฐจะต้องดำเนินการอย่างจริงจังเพราะเกษตรกรไม่สามารถทำอะไรได้หากขาดน้ำ และไม่ใช่เฉพาะการเกษตร ทุกสาขาอาชีพก็ต้องการใช้น้ำ ซึ่งในส่วนของเครือข่ายชาวนาได้ร่วมงานกับมหาวิทยาลัยนเรศวรในการลงพื้นที่และร่วมในเวทีการรับฟังความเห็นของโครงการ

นายสุเทพ กล่าวว่า เกษตรกรพร้อมปรับตัวเพื่อเพิ่มรายได้ให้ครัวเรือนซึ่งที่ผ่านมาเกษตรกรในลุ่มภาคกลาง ได้มีการจับมือกันระหว่างเครือข่ายชาวนาและเกษตรกรร่วมกันในการพัฒนาอาชีพ การปลูกพืชหลังนา เช่น เครือข่ายผู้ปลูกผักอินทรีย์ที่คลองหลวง จ.อยุธยา จนส่งสามารถส่งออกไปต่างประเทศได้ เครือข่ายเกษตรกรกำแพงเพชรปลูกข้าวพื้นนุ่ม กข.79 โดยร่วมกับสมาคมโรงสีข้าว และสมาคมผู้ส่งออกข้าว ในการพัฒนาการปลูกข้าวคุณภาพ เครือข่ายชัยนาทปลูกถั่วเขียว  เป็นต้น สิ่งเหล่านี้แสดงให้เห็นว่าเกษตรกรชาวนาไทยมีการจับมือและการปรับตัวในการปลูกพืชอื่นเป็นอาชีพเสริม แต่เกษตรกรจะไม่สามารถทำอะไรได้เลยหากขาดน้ำ

เกี่ยวกับผู้เขียน: hogsnow

แนะนำให้คุณ