เศรษฐศาสตร์การเมืองของกล้วยเงินตราและสินบน

ธนชาติ แสงประดับ ธรรมโชตินักกฎหมายเศรษฐกิจและสิทธิมนุษยชน“กล้วย” กล่าวกันว่าเป็นผลไม้ชนิดแรกที่มนุษย

ธนชาติ แสงประดับ ธรรมโชติ
นักกฎหมายเศรษฐกิจและสิทธิมนุษยชน

“กล้วย” กล่าวกันว่าเป็นผลไม้ชนิดแรกที่มนุษย์ปลูกเป็นอาหาร เริ่มจากเป็นผลผลิตในครัวเรือน ในชุมชน ในรัฐชาติเป็นผลไม้ที่มนุษย์พึ่งพาประโยชน์ใช้สอยตั้งแต่เป็นทารกจนถึงแก่เฒ่า ประวัติศาสตร์กล้วยโดยเฉพาะในแอฟริกามีทั้งเป็นนิทานและเพลงพื้นบ้านที่บอกเล่าลำดับเรื่องราวของสังคม บ่งบอกความเป็นอาหารหลากรสหลายประเภททั้งคาวหวาน กล้วยบางชนิดเป็นสัญลักษณ์การจากไปของเครือญาติ บางชนิดแสดงถึงความเจริญรุ่งเรือง บางชนิดเป็นสัญลักษณ์แทนสิงโต และกล่าวกันว่าช่วยเรื่องสมรรถภาพทางเพศ และที่สำคัญ คือ สามารถใช้แลกเปลี่ยนแทนเงินตราที่เกษตรกรกู้ยืมเงินนายทุนแล้วชำระหนี้แทนเป็นกล้วย ในอดีต กล้วยเป็นผลิตผลสำคัญของเอเชียโดยเฉพาะในอินเดียมีมากหลากสายพันธุ์ ถูกเคลื่อนย้ายไปยังแอฟริกา ละตินอเมริกา กระทั่งถูกทำให้เป็นอุตสาหกรรมเมื่อมีบริษัทข้ามชาติจากสหรัฐอเมริกาและยุโรปเข้าไปแสวงหาประโยชน์จากอุตสาหกรรมกล้วยอย่างเป็นล่ำเป็นสัน กล้วยจากผลไม้ธรรมดากลายเป็นพืชเศรษฐกิจเมื่อมีบริษัทข้ามชาติเข้ามาควบคุมการผลิต และครอบครองตลาดเพื่อแสวงหาประโยชน์ทางการค้า ทำให้กล้วยเป็นสินค้าส่งออกสำคัญ หล่อเลี้ยงเศรษฐกิจของละตินอเมริกาและหลายประเทศในแอฟริกามาอย่างยาวนานถึงปัจจุบัน

กล้วยอาจนับได้ว่าเป็นผลไม้ที่มนุษย์บริโภคอย่างต่อเนื่องตลอดปีมากกว่าผลไม้อื่นใด กาลเวลาผ่านล่วงเลยไปในที่สุดกล้วยก็กลายมาเป็นผลไม้ยอดนิยมของชาวอเมริกัน ทุกวันนี้ในหนึ่งปีคนอเมริกันกินกล้วยเฉลี่ย 10 ปอนด์ต่อคน เป็นผลิตผลที่มีมากเป็นอันดับสี่ของโลกรองจากข้าวเจ้า ข้าวสาลี และข้าวโพด ปัจจุบันมีประเทศผู้ผลิตกล้วยรายใหญ่ของโลก คือ อินเดีย บราซิล จีน ฟิลิปินส์ เอกวาดอร์ ตามลำดับ แต่ประเทศที่ส่งออกกล้วยรายใหญ่กลับเป็นประเทศ เอกวาดอร์ ฟิลิปินส์ คอสตาริกา โคลัมเบีย ตามลำดับ ส่วนประเทศที่นำเข้ากล้วยรายใหญ่ คือ สหรัฐอเมริกา สหภาพยุโรป และญี่ปุ่น ปัจจุบันมีบริษัทข้ามชาติรายใหญ่ของโลกที่มีส่วนแบ่งตลาดกล้วยมากถึง 60-70 เปอร์เซ็น คือ Dole Food Company, Fresh Del Monte และ Chiquita Brands International โดยบริษัทเหล่านี้มีฐานการผลิต และเครือข่ายแบบอุตสาหกรรมโยงใยกันทั่วโลก

กล้วยมีเรื่องราวที่ซับซ้อนเมื่อถูกทำให้เป็นอุตสาหกรรมยิ่งซับซ้อนมากขึ้น แม้จะสร้างความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ ขณะเดียวกันก็มีส่วนสำคัญในการสร้างและทำลายชุมชน สร้างและทำลายวัฒนธรรม ล้างผลาญชีวิตผู้คน และที่สำคัญส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองรวมทั้งสิ่งแวดล้อม และสุดท้ายขยายบทบาทเป็นพืชทางการเมืองทั้งในและระหว่างประเทศ กล้วยจึงมิได้เป็นเพียงผลิตผลทางการเกษตรเพื่อส่งออกตอบสนองการบริโภคที่สะท้อนภาพทางเศรษฐกิจเท่านั้น แต่ทุกกระบวนการของอุตสาหกรรมกล้วยตั้งแต่การผลิต การขนส่ง และจำหน่ายจนถึงมือผู้บริโภค ได้บ่งบอกถึงพลังทางการผลิตและความสัมพันธ์ทางการผลิต ที่รวมกันเป็นวิถีการผลิต (mode of production) ได้เชื่อมร้อยต่อกันเป็นขั้นเป็นตอนสะท้อนทุกแง่มุมของสังคมโดยเฉพาะมิติความสัมพันธ์เชิงอำนาจของมนุษย์ที่มีความแตกต่างไม่เท่ากันของผู้คน Wildlife Fund (WWF) ประมาณการว่ากล้วย 1 ตัน ผลิตของเสียประมาณ 2 ตัน นอกจากน้ำเสียที่ปล่อยลงสู่ผืนดินและแหล่งน้ำแล้ว ยังรวมไปถึงถุงพลาสติกที่ใช้คลุมผลกล้วยระหว่างปลูก เชือกผูกถุงพลาสติกและกล่องที่ใช้บรรจุกล้วย อีกทั้งกล้วยที่ไม่ได้มาตรฐานการส่งออกต้องถูกทิ้งเป็นของเสียที่สร้างมลพิษและปนเปื้อนสารพิษยาฆ่าแมลงล้วนไหลลงลำน้ำแล้วมุ่งสู่ทะเล

หากย้อนไปในอดีตในทศวรรษ 1880 Boston Fruit Company ของสหรัฐอเมริการ่วมทุนตั้งบริษัทข้ามชาติ United Fruit Company (UFC) แสวงหาที่ดินแปลงใหญ่เพื่อปลูกกล้วยส่งออกไปจำหน่ายในทวีปอเมริกาเหนือ นับแต่นั้นอุตสาหกรรมกล้วยในละตินอเมริกาก็ถูกควบคุมโดยบรรษัทข้ามชาติอย่าง United Fruit Company และตามด้วยรายอื่น ๆ ทั้ง Del Monte, Dole, และ Chiquita ล้วนมาจากสหรัฐอเมริกา และสิ่งที่เหมือนกันของผู้เข้าครอบครองคือเพื่อการส่งออก จึงต้องใช้ที่ดินขนาดแปลง 5,000 -25,000 ไร่ การแสวงหาที่ดินแปลงใหญ่ซึ่งมักจะเริ่มจากประสานหน่วยงานรัฐ จัดการถางป่า ไร่รื้อชุมชน ใช้อิทธิพลทางการเมืองเพื่อให้ได้ที่ดินตามเป้าหมาย วิธีผลิตต้องใช้ขั้นตอนการผลิตอย่างเข้มข้นเพื่อความแน่นอนและลดต้นทุน มีการจัดการระบบขนส่งทั้งสร้างทางรถไฟและท่าเรือ ในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 บรรษัทข้ามชาติอย่างน้อยสามแห่ง คือ United Fruit, Standard Fruit และ Cuyamel Fruit ได้ครอบงำการปลูก การเก็บเกี่ยว การบรรจุ การขนส่ง และการส่งออกกล้วย รวมทั้งควบคุมโครงสร้างพื้นฐานของถนน ทางรถไฟ และท่าเรือของฮอนดูรัส และในพื้นที่ชายฝั่งทะเลตอนเหนือใกล้ทะเลแคริบเบียนไว้เกือบทั้งหมด

การที่บริษัทข้ามชาติเข้าไปลงทุนอุตสาหกรรมกล้วยในละตินอเมริกา และทำการผูกขาดการค้ากล้วยในภูมิภาคนี้ สหรัฐอเมริกาได้แทรกแซงทางการเมืองในประเทศที่บรรษัทเข้าไปลงทุน กล่าวกันว่ากว่า 60 ปีที่สหรัฐอเมริกาผูกขาดการปลูกกล้วยในฮอนดูรัส CIA ของสหรัฐอเมริกาได้ให้การสนับสนุนรัฐบาลทหารอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ต้นศตวรรษที่ 20 เพื่อให้ตอบสนองผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของตน จนเกิดความวุ่นวายซ้ำแล้วซ้ำเล่า ในช่วงทศวรรษที่ 1930 United Fruit Company เป็นเจ้าของที่ดิน 1,400,000 เฮกตาร์ (3.5 ล้านเอเคอร์) ในอเมริกากลางและแคริบเบียน และเป็นเจ้าของที่ดินรายใหญ่ที่สุดเพียงรายเดียวในกัวเตมาลา อำนาจ ความมั่งคั่ง และการถือครองดังกล่าวทำให้มีอำนาจเหนือรัฐบาลของประเทศเหล่านั้น รัฐบาลเป็นเพียงหุ่นเชิดของบรรษัทข้ามชาติเท่านั้น ซึ่งกลายเป็นที่มาของคำว่า “สาธารณรัฐกล้วย” (Banana Republic) กระทั่งปี 2005 รัฐบาลพลเรือนพยายามลดทอนอิทธิพลของสหรัฐอเมริกาและต้องการขึ้นภาษีกล้วย แต่ในที่สุดก็ถูกทหารยึดอำนาจอีกครั้งในปี 2009 ภายใต้การสนับสนุนของสหรัฐอเมริกาเช่นเคย

Banana Republic หรือสาธาณรัฐกล้วยเป็นคำที่ William Sydney Porter หรือเจ้าของนามปากกา O.Henry นักเขียนชาวอเมริกัน ได้คิดค้นขึ้นปรากฏในงานเขียนรวมเรื่องสั้น Cabbages and Kings ที่ตีพิมพ์ในปี 1905 แต่ไม่เป็นที่นิยมแพร่หลายมากนัก กระทั่งหลังจากเหตารณ์ลอบสังหารในโคลอมเบีย มีรายงานปรากฎในนิตยสารเอสไควร์ ในปี 1935 ที่ได้ลำดับเหตุการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นในภูมิภาคละตินอเมริกา ซึ่งรายงานได้อธิบายถึงปฎิบัติการ “ไร้ซึ่งความเป็นมนุษย์” และอธิบายว่ารัฐบาลของประเทศเหล่านั้นก็ช่างยินยอมพร้อมใจไปกับบรรษัทกล้วยและสหรัฐอเมริกาเสียจนเป็นสาธารณรัฐกล้วย นิยามที่พอร์ตเตอร์เขียนขึ้นมา ก็เพื่อสื่อความหมายว่า หมายถึง ประเทศฮอนดูรัส (Honduras) ประเทศในภูมิภาคอเมริกากลาง ซึ่งในห้วงเวลานั้นระบบเศรษฐกิจและการเมืองถูกครอบงำโดย United Fruit Company ซึ่งเป็นบรรษัทข้ามชาติทำธุรกิจค้าผลไม้ของสหรัฐอเมริกาที่ไปลงทุนในภูมิภาคอเมริกากลาง ด้วยความที่เศรษฐกิจของฮอนดูรัส และกลุ่มประเทศอเมริการกลางต้องพึ่งพาผลิตผลกล้วยจากการส่งออก มีการเอารัดเอาเปรียบ และเกิดความขัดแย้งวุ่นวายกับบรรษัทข้ามชาติ คำว่าสาธารณรัฐกล้วย จึงถูกใช้ในการสื่อความหมายถึงประเทศฮอนดูรัส รวมไปถึงประเทศอื่นในอเมริกากลางที่ถูกครอบงำโดย United Fruits Company ทั้งนี้ความหมายโดยรวมของสาธารณรัฐกล้วย เป็นการสื่อความหมายถึงรัฐชาติที่ไม่มีเสถียรภาพทั้งทางด้านการเมืองและเศรษฐกิจ มีความเป็นเผด็จการ และเป็นรัฐชาติที่ถูกครอบงำโดยอิทธิพลของต่างชาติ และต่อมากลายเป็นศัพท์ทางการเมืองของสหรัฐอเมริกาหลังจาก โจ ไบเดน ชนะการเลือกตั้งประธานาธิบดี เมื่อปลายปี 2020 มวลชนที่สนับสนุน โดนัลด์ ทรัมป์ บุกอาคารรัฐสภาของสหรัฐอเมริกา เพื่อขัดขวางมิให้สภาคองเกรสรับรองการเป็นประธานาธิบดีของไบเดน ความวุ่นวายทางการเมืองของสหรัฐอเมริกานี้จอร์จ ดับเบิลยู บุช อดีตประธานาธิบดี ได้โพสต์ลงทวิตเตอร์ตำหนิพฤติกรรมของกลุ่มมวลชนผู้สนับสนุนทรัมป์ว่า “นี่คือการประท้วงผลการเลือกตั้งแบบเดียวกับที่เคยเกิดขึ้นในสาธารณรัฐกล้วย ไม่ใช่วิธีของสาธาณรัฐประชาธิปไตยแบบเรา” (This is how election results are disputed in a banana republic-not our democratic Republic.)

เมื่อคอสตาริกา เห็นการครอบครองที่ดินพื้นที่ขนาดใหญ่ของ United Fruit ในหลายพื้นที่ รัฐบาลคอสตาริกาเริ่มกังวลกับการขยายตัวของอุตสาหกรรมกล้วย ของ United Fruit จนทศวรรษ 1960 รัฐบาลคอสตาริกาจึงเปิดทางให้บริษัท Standard Fruit (หรือ Dole ปัจจุบัน) และบริษัทอื่นเข้ามาทำอุตสาหกรรมกล้วยในประเทศตน แต่สุดท้ายก็พบเจอปัญหาไม่แตกต่างกัน หลังทศวรรษ 1970 ทั้งบริษัท Dole, Chiquita, และ Del Monte ขยายพื้นที่ปลูกอย่างกว้างขวาง Luis Alberto Monge ประธานาธิบดีคอสตาริกาได้ตรากฎหมายเพิ่มพื้นที่การปลูกกล้วยเปิดทางให้บริษัทในและต่างประเทศใช้พื้นที่ป่าทำอุตสาหกรรมกล้วยส่งออกเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจจนเกิด “การขยายตัวของกล้วยที่ไร้การควบคุม” (Uncontrolled banana expansion) การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจต้องแลกด้วยการสูญเสียทรัพยากรธรรมชาติโดยเฉพาะพื้นที่ป่าเขตร้อนผืนใหญ่ตามมา

การส่งออกกล้วยส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากประวัติศาสตร์ความสัมพันธ์ทางการเมือง กล้วยที่ผลิตในละตินอเมริกาโดยบรรษัทข้ามชาติจากสหรัฐอเมริกาส่งออกไปยังทวีปอเมริกาเหนือเรียกว่ากล้วยดอลล่าร์
(Dollar bananas) กล้วยจากประเทศในทวีปแอฟริกา แคริบเบียน และแปซิฟิกที่เคยตกเป็นอาณานิคมยุโรปเป็นการผลิตแปลงเล็กรายย่อย เรียกว่ากล้วยแอฟริกันแคริบเบียนและแปซิฟิก (African Caribbean and Pacific หรือ ACP bananas) จะส่งออกไปยังทวีปยุโรป การผลิตกล้วยของเกษตรกรรายย่อยก็ไม่อาจต่อสู่กับต้นทุนที่สูงได้ ดังนั้นในทศวรรษ 1990 การผลิตกล้วยในแอฟริกาตะวันตกจึงถูกเปลี่ยนมือจากเกษตรกรรายย่อยไปสู่บรรษัทข้ามชาติอย่าง Dole และ Del Monte เต็มรูปแบบ เกษตรกรรายย่อยจึงเปลี่ยนเป็นแรงงานรับจ้างหรือไม่ก็เกษตรพันธะสัญญา

อุตสาหกรรมกล้วย แม้จะสร้างการจ้างงานจำนวนมากแต่แรงงานต้องแลกมาด้วยการถูกขูดรีดแรงงานอย่างหนักหน่วง มีชั่วโมงการทำงานที่ยาวนานแต่ค่าแรงต่ำ นอกจากนั้นยังได้สร้างระบบรับเหมาช่วงแรงงานให้คู่สัญญาจัดหาแรงงานมาทำงาน ซึ่งรูปแบบนี้บริษัทข้ามชาติไม่ต้องรับภาระต้นทุนค่าชดเชยการทำงาน ค่าประกันสุขภาพ สวัสดิการพยาบาลและอื่น ๆ ในทศวรรษ 1970 เมื่อเกิดโรคระบาดกล้วย “Panama disease” เป็นการกำจัดคู่แข่งที่มีน้อยนิดไปโดยธรรมชาติเหลือเพียงบริษัทข้ามชาติรายใหญ่ยิ่งน้อยไปอีก หนึ่งในนั้นคือ United Fruit และ Standard Fruit ที่มีขนาดเล็กกว่ามากแต่อยู่รอดมาได้เพราะมีกฎหมายป้องกันการผูกขาดช่วยยึดตรึงเอาไว้ Panama disease ส่งผลให้บริษัทข้ามชาติเปลี่ยนมาใช้ระบบเกษตรพันธะสัญญา (Contract farming) จากรูปแบบเดิมที่มีการลงทุนและจ้างงานเองเป็นความสัมพันธ์ทางการผลิตแบบนายจ้างลูกจ้าง มาเป็นความสัมพันธ์ทางการผลิตรูปแบบใหม่ภายใต้ระบบเกษตรพันธะสัญญา บริษัททำหน้าที่ให้ความรู้ จัดอบรมพร้อมจัดหาปัจจัยการผลิตให้โดยซื้อได้จากบริษัทโดยตรง ประกันราคารับซื้อ ไม่ต้องจ้างแรงงาน หากดูผิวเผินเหมือนจะดี แต่เป็นการย้ายความเสี่ยงของบริษัทไปสู่เกษตรกรผู้ผลิตโดยตรง

ในอุตสาหกรรมกล้วย กล้วยได้ประโยชน์ ผู้ปลูกได้ประโยชน์ ผู้บริโภคชาวอเมริกันได้ประโยชน์ แต่มีคนกลุ่มเดียวในห่วงโซ่อุปทานกล้วยเท่านั้นที่โดนทำร้าย คือแรงงานสวนกล้วย ต้องแบกรับสัญญาจ้างที่เสียเปรียบ ที่พักด้อยมาตรฐาน สวัสดิการย่ำแย่ และที่เลวร้ายไปกว่านั้นคือ พิษร้ายจากบอร์โดซ์มิกซ์เจอร์ที่ทำให้แรงงานป่วยหนักสูญเสียการได้กลิ่นกินอาหาร กินอาหารไม่ลง หลังจากนั้นก็เสียชีวิต เพราะการทำงานฉีดพ่นยาอย่างหนัก ความกลัวสารพิษแรงงานจึงไม่กล้าเสี่ยงชีวิตมากนัก บรรษัทข้ามชาติจึงใช้วิธีจูงใจด้วยเงินตราที่สูงกว่าแรงงานสวนกล้วยธรรมดาหลายเท่า นับเป็นการแลกเปลี่ยนอันน่าขยะแขยงที่ชีวิตมนุษย์ต้องแลกกับกล้วย และความพึงพอใจของผู้บริโภคในระบบตลาด แต่แรงงานผู้น่าสงสารจำนวนมากรับข้อเสนอนี้โดยมีความเสี่ยงรอความตายอยู่เบื้องหน้า

อย่างไรก็ตามไม่ว่าแรงงานสวนกล้วยจะสัมพันธ์กับบรรษัทรูปแบบใด เมื่อมีการใช้แรงงานนำเครื่องมือ ทรัพยากรธรรมชาติ วัตถุดิบ ฯลฯ ที่เรียกว่า “ปัจจัยการผลิต” มาทำให้เป็นสินค้า จึงเกิดเป็นพลังการผลิตขึ้นแรงงานจึงมีบทบาทหลักในการผลิต หากไม่มีการใช้แรงงานก็ไม่มีพลังการผลิตเกิดขึ้น นอกจากพลังการผลิตแล้วในกระบวนการผลิตยังมีความสัมพันธ์ทางการผลิต เป็นเงื่อนไขที่ทำให้การผลิตบรรลุเป้าหมาย ซึ่งมีรูปแบบแตกต่างกันไปตามแต่ละยุคของสังคม เช่น การผลิตในครัวเรือน เกษตรกรรายย่อยก็เป็นความสัมพันธ์ระหว่างเครือญาติช่วยกันผลผลิตตกเป็นส่วนรวมของครอบครัว การผลิตเพื่อการค้าก็เป็นความสัมพันธ์ระหว่างนายจ้างกับลูกจ้างหรือนายทุนกับแรงงานที่มีค่าจ้างเป็นตัวกลางผลผลิตตกแก่นายทุน การผลิตยุคโบราณในระบบศักดินามูลนายกับไพร่หรือระบบทาส นายทาสกับทาสที่มีระบบอุปถัมภ์เป็นตัวกลาง ผลผลิตตกกับมูลนายหรือนายทาส เป็นต้น ดังนั้นความสัมพันธ์ของแรงงานในกระบวนการผลิตกล้วยตามที่กล่าวมาเป็นตัวกำหนดกรรมสิทธิ์ในปัจจัยการผลิตและผลผลิตกล้วยว่าใครจะเป็นเจ้าของ กรรมสิทธิ์จึงเป็นรากฐานของความสัมพันธ์ทางการผลิตกล้วยทั้งในละตินอเมริกาและแอฟริกา ซึ่งล้วนเป็นความสัมพันธ์เชิงอำนาจระหว่างคนสองกลุ่ม กลุ่มแรก คือ แรงงานที่ไม่มีอำนาจใดๆ และอีกกลุ่มเป็นกลุ่มทุนบรรษัทข้ามชาติที่มีอำนาจเหนือกว่า ความสัมพันธ์ที่ว่านี้ผูกโยงกับอำนาจของเงินตรา

ประวัติศาสตร์สังคมของอุตสาหกรรมกล้วยเป็นปมปัญหาความขัดแย้งระหว่างคนทั้งสองกลุ่มที่เกิดขึ้นในสาธารณรัฐกล้วยโดยมีรัฐบาลเผด็จการรับสินบนคอยชักใย และเป็นปมปัญหาการเมืองระหว่างประเทศตามมา กระทั่งกระทรวงยุติธรรมสหรัฐอเมริกาต้องฟ้องคดี United Fruit ภายใต้กฎหมายป้องกันการผูกขาด โดยกล่าวหาว่า United Fruit มีอำนาจควบคุมที่ดินเกือบทั้งหมดในละตินอเมริกา และพื้นที่ใกล้เคียง ที่ใช้สำหรับการปลูกกล้วย ขณะที่ United Fruit โต้แย้งว่ากระทรวงยุติธรรมไม่มีอำนาจบังคับการดำเนินงานในต่างประเทศของบริษัท ส่วนประเด็นการเป็นเจ้าของที่ดินก็เป็นอำนาจของประเทศนั้นๆ เอง หลังจากนั้น United Fruit ก็ถูกบังคับให้จำหน่ายจ่ายโอนที่ดินออกไปและให้ถอนตัวจากการเป็นเจ้าของเส้นทางรถไฟในประเทศที่ปลูกกล้วยตามมา

อุตสาหกรรมกล้วยในละตินอเมริกาและแอฟริกาเป็นภาพสะท้อนกระบวนการสะสมทุนของบรรษัทข้ามชาติที่ขูดรีดแรงงานและสร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ทำลายทรัพยากรธรรมชาติเป็นการโกยกำไรจากป่าดงดิบ ไม่ว่าจะมองแง่ไหนสาธารณรัฐกล้วยแทบจะไม่ต่างจากการเป็นสวนกล้วยของบรรษัทข้ามชาติที่คราคร่ำไปด้วยสารพิษ รวมทั้งเป็นภาพสะท้อนการยึดครองดินแดน และครอบงำทางสังคม เศรษฐกิจ และการเมืองรวมทั้งการติดสินบน ตั้งแต่เริ่มกระบวนการผลิต การบรรจุ การขนส่ง การจำหน่าย โดยทิ้งปัญหาไว้ข้างหลังสินบนทำให้คนฉลาดกลายเป็นคนตาบอด และชักนำให้ออกนอกลู่แห่งความยุติธรรม

อิทธิพลของกล้วยในละตินอเมริกา ในแอฟริกา แม้จะสร้างความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ แต่อีกด้านสร้างทั้งปัญหาความขัดแย้ง เอารัดเอาเปรียบ และจ่ายสินบน บางครั้งมีการบริหารจัดการเพื่อประโยชน์สาธารณะ บางครั้งก็เพียงเพื่อแสวงหากำไร ซึ่งไม่แตกต่างกับกล้วยที่กล่าวกันว่าบางฝ่ายแจกในสภาผู้แทนบ้านเรา เพราะเสพติดพฤติกรรมเจ้าเล่ห์มัวเมาอำนาจและผลประโยชน์จนถอนตัวไม่ขึ้น กล้วยจากอาหารอันโอชาถูกด้อยค่าเป็นเพียงสินบนแลกเปลี่ยนตอบแทนการสนับสนุนทางการเมือง สังคมไทยเมื่อพูดถึงกล้วยก็คือสินบน จะยกหวียกเครือก็แล้วแต่ความสำคัญของเรื่องที่แลกเปลี่ยน กล้วยกับสินบนกลายเป็นสิ่งเดียวกัน….

เกี่ยวกับผู้เขียน: hogsnow