นักวิชาการฟาดพส.ไลฟ์สดท้าทายศรัทธาไทยมีวาระซ่อนเร้น

วันที่ 6 ก.ย.64 – ดร.มงคล นาฏกระสูตร อาจารย์ประจำคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏพระน

วันที่ 6 ก.ย.64 – ดร.มงคล นาฏกระสูตร อาจารย์ประจำคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครร และอดีตผู้ชำนาญการสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ โพสต์ข้อความบนเฟซบุ๊กโดยมีข้อความระบุ ว่า…#พส. #ตลกไลฟ์สด #ท้าทายศรัทธาไทย” กรณีพระวัดสร้อยทอง 2 องค์ได้ทำการถ่ายทอดสดในเฟซบุ๊คอย่างตลกโปกฮา…มีคนติดตามจำนวนมาก กลายเป็นที่กล่าวขวัญ (Talk of The Town) ว่าเหมาะสมมากน้อยเพียงใด หรือทำได้หรือไม่ เมื่อตนห่มจีวรกาสยะ อันเป็นธงชัยของพระอรหันต์อยู่ เรื่องนี้จึงท้าทายต่อศรัทธาและสติปัญญาของชาวพุทธไทยในปัจจุบัน ที่พระทั้ง 2 กล้าทำเช่นนี้มีสาเหตุมาจากอะไร

นิยมพระตลก : สัญญาณความเสื่อมของพระศาสนา

องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเคยตรัสไว้ในกิมพิละสูตร อังคุตรนิกายว่า “ดูกรกิมพิละ เมื่อตถาคตปรินิพพานแล้ว ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกาในพระธรรมวินัยนี้ ไม่เคารพ ไม่ยำเกรงในพระศาสดา ในพระธรรม ในพระสงฆ์ ในการศึกษา ไม่เคารพยำเกรงซึ่งกันและกัน นี้แลกิมพิละ เป็นเหตุ เป็นปัจจัยทำให้พระสัทธรรมอยู่ไม่ได้นาน”

และที่พระมหากัสสปะเถระ กล่าวไว้ในคราวสังคายนาว่า “ในคราวหน้า สภาวะมิใช่ธรรมจักรุ่งเรือง ธรรมจักเสื่อมถอย สภาวะมิใช่วินัยจักรุ่งเรือง วินัยจักเสื่อมถอย ภายหน้าอธรรมวาทีบุคคลจักมีกำลัง ธรรมวาทีจักเสื่อมกำลัง อวินัยวาทีบุคคลจักมีกำลัง อวินัยวาทีจักเสื่อมกำลัง”

การที่ผู้คนเป็นแสนมาเข้าชมพระพูดตลกโปกฮา เพื่อเรียกยอดไลค์ เรียกยอดโฆษณา เป็นสัญญาณหนึ่งชาวพุทธตระหนักว่าศาสนาของเราจะอยู่ยาวนานหรือไม่

พูดตลกคะนอง : ผิดทั้งธรรมและวินัย

พระพุทธองค์ห้ามพระพูดตลกคะนองและพูดเรื่องชาวบ้าน ห้ามพูดเดรัจฉานกถา เช่น พูดเรื่องทางโลก เป็นต้น และในพระวินัยมหาวิภังค์ ตรัสไว้ว่า ภิกษุไม่พึงเปล่งคำตลกคะนอง ปรารภพระรัตนตรัยโดยปริยายใดๆ มีโทษชัดเจน แต่ยังกล้าขัดพระวินัยและชาวบ้านก็ติดตามเป็นอันมาก…เป็นสิ่งที่น่าห่วงใย

สร้างพรรคพวก : เพื่อปกปิดพฤติกรรมตน

ยุทธวิธีของพระกลุ่มนี้ คือ หาพรรคพวก สร้างความนิยมในหมู่ประชาชน ผ่านสื่อสารมวลชนและกลุ่มการเมือง เพื่อเป็นเกราะกำบังปกปิด พฤติกรรมที่หย่อนยานในพระธรรมวินัยของตนและพวกตน เพราะเมื่อถูกตรวจสอบก็จะมีกลุ่มพรรคพวกออกมาช่วยว่าถูกรังแกจากฝ่ายตรงกันข้าม เพื่อให้มองข้ามเลยหลักพระธรรมวินัยไป

สงฆ์หิวแสง : เพราะปกป้องผลประโยชน์

พระที่ใช้สื่อโซเซียลสร้างชื่อเสียง โดยเฉพาะกับคนรุ่นใหม่ที่ไม่ค่อยรู้นะรู้โม ล้วนมีวาระซ่อนแอบอยู่หลังฉาก เช่นเป็นเครื่องมือนักการเมืองที่ฝักฝ่าย เพื่อปกป้องผลประโยชน์ในการชิงอำนาจการเมืองและการเมืองในคณะสงฆ์เอง หรืออาจจะมาจากเรื่องความขัดแย้งเรื่องนิกายที่ตนสังกัด ดูเหมือนออกมาต่อสู้เพื่ออุดมการณ์ แต่แท้ที่จริงเป็นแค่ตัวแทนของกลุ่มผลประโยชน์ทางการเมืองและคณะสงฆ์เท่านั้น

ช่วยปกป้องพระดี : เป็นหน้าที่ของชาวพุทธทุกคน

ในปัจจุบันยังมีพระดีมากมายในบ้านเมืองที่รักษาพระธรรมวินัยอย่างเคร่งครัด แต่ไม่ค่อยมีชื่อมีเสียง เพราะถูกพระผู้เก้อยากและไม่ค่อยมีความละอาย แย่งซีนในสื่อสารมวลชนไปแทบไปหมด เนื่องด้วยพุทธศาสนิกชน ไม่มีเวลาสนใจพระศาสนา เหมือนศาสนิกศาสนาอื่นๆ

พระที่มีความเป็นสมณะ สงบ บริสุทธิ์ด้วยศีลจารวัตร ยังมีมากพอ แต่ชาวพุทธต้องมีสติปัญญามากพอที่มองเห็น อย่าไปสนับสนุนหรือให้กำลังแก่พระอธรรมวาทีเลย เพราะเป็นแค่สัญลักษณ์ของพระศาสนาเท่านั้น ทำบุญไปจะไม่ได้บุญ ปฏิบัติตามคำสอนของพระพวกนี้แล้วจะประสบแต่ความทุกข์และความเสื่อมทั้งในปัจจุบันและอนาคต คราวนี้เป็นความท้าทายศรัทธาของชาวพุทธอีกครั้งว่าจะรักษาพระพุทธศาสนาไว้กับบ้านเมืองของเราต่อไปอย่างไร

จิรํ ติฏฺฐตุ พุทฺธสาสนํ ขอให้พระพุทธศาสนา จงตั้งมั่นต่อไปตลอดกาลนาน

เกี่ยวกับผู้เขียน: hogsnow