ถอดสูตรการเป็นผู้นำโลกของ“ประธานาธิบดีโจไบเดน”

คุยเฟื่องเรื่องต่างประเทศ / ดร.วิวัฒน์ เศรษฐช่วยขณะนี้ดูเหมือนว่า “ประธานาธิบดีโจ ไบเดน”กำลังถูกท้า

คุยเฟื่องเรื่องต่างประเทศ / ดร.วิวัฒน์ เศรษฐช่วย

ขณะนี้ดูเหมือนว่า “ประธานาธิบดีโจ ไบเดน”กำลังถูกท้าทายทดสอบภาวะการเป็นผู้นำของโลกในยามวิกฤตด้านนโยบายคู่แฝดทั้งนโยบายภายในประเทศและนโยบายต่างประเทศ

สำหรับด้านการต่างประเทศนั้น ประธานาธิบดีโจ ไบเดน เสียเวลาไปอย่างมากกับการแก้ปัญหาสงครามอัฟกานิสถาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงที่กลุ่มกองกำลังตาลีบันบุกเข้าไปยึดอำนาจในกรุงคาบูล ซึ่งเป็นเมืองหลวงของอัฟกานิสถานได้อย่างรวดเร็วเกินความคาดหมาย จึงเป็นผลทำให้ประธานาธิบดีโจ ไบเดน ถูกวิพากษ์วิจารณ์จากภายในประเทศและต่างประเทศอย่างหนักหน่วง แต่เขาก็หาได้วิตกและออกมายืนกรานอย่างหนักแน่นว่า “การยุติสงครามและถอนกำลังทหารสหรัฐฯออกจากอัฟกานิสถานนั้น เป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องแล้ว”

อีกทั้งประธานาธิบดีโจ ไบเดน ได้ออกมายืดอกยอมรับความจริงว่า “การรุกของกลุ่มกองกำลังตาลีบันเกิดขึ้นรวดเร็วเกินกว่าที่คาดเอาไว้” โดยประธานาธิบดีโจ ไบเดนยังได้เสริมต่อไปอีกว่า “กองกำลังทหารอเมริกันไม่สามารถและไม่บังควรที่จะต้องต่อสู้และไปเสียชีวิตในสงครามที่กองกำลังอัฟกานิสถาน ซึ่งเป็นเจ้าของประเทศยังไม่เต็มใจที่จะต่อสู้เพื่อตนเอง”

ความโกลาหลวุ่นวายจากความพยายามหลบหนีเอาชีวิตรอดของชาวอัฟกันหลายหมื่นคนที่เคยยืนสู้รบเคียงบ่าเคียงไหล่พร้อมกับทหารอเมริกันในช่วงยี่สิบปีเป็นภาพสะท้อนคล้ายๆกับบรรยากาศการถอนกำลังทหารออกจาก กรุงไซ่ง่อน เมื่อปี 1975 ซึ่งเป็นวันสุดท้ายของกองกำลังทหารสหรัฐฯในสงครามเวียดนาม!!!

“วุฒิสมาชิกมิทช์ แม็คคอนเนลล์”ผู้นำของพรรครีพับลิกันในวุฒิสภาได้กล่าววิพากษ์วิจารณ์ว่า “เหตุการณ์ครั้งนี้เลวร้ายยิ่งกว่าการล่มสลายของกรุงไซง่อน เมื่อปี 1975 เสียอีก”

เมื่อได้ฟังดังนั้น “รัฐมนตรีต่างประเทศแอนโทนี บลิงเคน” ก็ได้ออกมากล่าวปฏิเสธในรายการซีเอ็นเอ็น เมื่อวันอาทิตย์ก่อนนี้ว่า “กองกำลังทหารสหรัฐฯที่เดินทางเข้าไปในอัฟกานิสถานเมื่อยี่สิบปีก่อน มีจุดประสงค์เพียงภารกิจเดียวนั่นก็คือ จัดการกับกลุ่มที่ลอบโจมตีสหรัฐฯเมื่อวันที่ 11 กันยายน 2001 และเราก็ประสบผลสำเร็จในภารกิจนั้นแล้ว”

อนึ่งภารกิจที่รัฐมนตรีต่างประเทศบลิงเคนกล่าวอ้างถึงนั้น คงจะเป็นเรื่องของการบุกจู่โจมเข้าไปปลิดชีพ “โอซามา บิน ลาเดน”เมื่อปี 2011 ซึ่งฟังๆดูแล้วไม่ค่อยจะสมเหตุสมผลเท่าใดนัก เพราะมองจากความเป็นจริงเมื่อปี 2001 ตอนสงครามอัฟกานิสถานเกิดขึ้นใหม่ๆ กองทัพสหรัฐฯก็เข้าไปถล่มทำลายที่มั่นของกลุ่มตาลีบันอย่างราบคาบไปแล้วครั้งหนึ่ง และจากรายงานพิเศษของหนังสือพิมพ์นิวยอร์กไทมส์เมื่อวันที่ 23 สิงหาคม 2021 ในหัวข้อเรื่อง “Did the War in Afghanistan Have to Happen?” มีความว่า “แท้จริงแล้วฝ่ายกลุ่มตาลีบันจะออกมาประกาศยอมแพ้แล้ว แต่ครั้งนั้นสหรัฐฯกลับไม่ยอมฉกฉวยโอกาสดีๆเอาไว้ เพราะสหรัฐฯหวังที่จะเอาชนะแบบเบ็ดเสร็จ แต่เมื่อการทำสงครามยิ่งใช้เวลานานมากเท่าใด กลับปรากฏออกมาว่ายิ่งทำให้ทหารอเมริกันและทหารอัฟกันที่ร่วมกันทำสงครามอ่อนกำลังลงไปเรื่อยๆ จนทำให้สหรัฐฯเป็นฝ่ายเสียเปรียบตลอดมา โดยฝ่ายตาลีบันกลายเป็นฝ่ายที่ถือไพ่เหนือกว่าสามารถเพิ่มศักยภาพและเพิ่มความแข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆจนสามารถเข้ายึดและครอบครองอัฟกานิสถานเอาไว้ได้แทบทั้งหมด!!!

อนึ่งในขณะที่กรุงคาบูลเกิดความโกลาหลวุ่นวายอยู่นั้น“เจค ซัลลิแวน” ที่ปรึกษาด้านความมั่นคงของประธานาธิบดีโจ ไบเดน ซึ่งเป็นผู้มีหน้าที่รับผิดชอบด้านการวางแผนโดยตรง ถูกนักการเมืองจากทั้งสองพรรคยักษ์ใหญ่เรียกร้องให้ปลดเขาออกจากตำแหน่ง แต่ประธานาธิบดีโจ ไบเดน กลับไม่เห็นด้วยต้องการที่จะเปิดโอกาสให้เจค ซัลลิแวน แก้ตัวใหม่อีกครั้งหนึ่ง โดยมอบหน้าที่ให้เข้าไปแก้ไขปัญหาเรื่องชาวอัฟกัน 22,000 คนที่อพยพหนีออกจากประเทศด้วยการมอบวีซ่าพิเศษให้

อย่างไรก็ตามปัญหาเรื่องชาวอัฟกันที่เคยทำงานเคียงบ่าเคียงไหล่มากับทหารสหรัฐฯที่ยังไม่สามารถอพยพหลบหนีออกมาจากประเทศได้คงจะเป็นปัญหาคาใจที่ต้องการคำตอบและคงจะเป็นเรื่องเศร้า เพราะพวกเขาคงจะอยู่ในช่วงความเป็นและความตายมีเท่าๆกัน และหากสหรัฐฯเพิกเฉยทำไม่รู้ไม่เห็นลอยแพพวกเขาแล้วละก็ ประธานาธิบดีโจ ไบเดน คงจะหนาวๆร้อนๆอยู่ไม่เป็นสุข และคงจะถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักในอนาคตอย่างแน่นอน!!!

ทั้งนี้จากการหยั่งเสียงและสำรวจความคิดเห็นของคนอเมริกันเกี่ยวกับเรื่องการถอนกำลังทหารออกจากอัฟกานิสถานแล้วนั้น ปรากฏว่า CBS News/YouGov ได้ออกมาเปิดเผยเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมานี้ว่า คนอเมริกันถึง 63% เห็นด้วยและสนับสนุนให้มีการถอนกำลังทหารออกจากอัฟกานิสถาน

แต่อย่างไรก็ตามการที่คะแนนนิยมของประธานาธิบดีโจ ไบเดน ลดฮวบลงไปถึง 10% ซึ่งเป็นผลทำให้บรรดานักการเมืองค่ายพรรคเดโมแครตเล็งเห็นว่า หากสถานการณ์ในอัฟกานิสถานยังไม่ดีขึ้นและการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ยังคงเลวร้ายลง โอกาสที่พรรคเดโมแครตจะได้รับชัยชนะในการเลือกตั้งกลางสมัยปีหน้า อาจจะมีไม่มากเท่าใดนัก

อนึ่งพรรคเดโมแครตยังคงฝากความหวังเอาไว้กับร่างกฎหมายกระตุ้นเศรษฐกิจสองฉบับนั่นก็คือ ร่างกฎหมายโครงสร้างขั้นพื้นฐาน ที่มีมูลค่าถึง 1 ล้านล้านเหรียญ และเพิ่งจะผ่านวุฒิสภา ไปเมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2021 โดยร่างกฎหมายนี้ได้รับเสียงสนับสนุนจากวุฒิสมาชิกมิทช์ แม็คคอนเนลล์ ผู้นำของพรรครีพับลิกันในวุฒิสภากับเพื่อนๆวุฒิสมาชิกของพรรครีพับลิกันอีก 18 คน ซึ่งถือว่าไม่ใช่เรื่องง่ายๆและธรรมดาๆที่พรรคเดโมแครตของ ประธานาธิบดีโจ ไบเดน จะได้รับเสียงสนับสนุนจากพรรครีพับลิกันค่อนข้างสูงด้วยคะแนน 69 ต่อ 30 เสียง

โครงการขั้นพื้นฐานนี้มีจุดมุ่งหมายต้องการที่จะสร้างและปรับปรุงถนนและสะพานที่ชำรุดทรุดโทรมในประเทศสหรัฐฯขึ้นมาใหม่

อนึ่งประธานาธิบดีโจ ไบเดนได้กล่าวเอาไว้ว่า “โครงการขั้นพื้นฐานนี้ นับเป็นการลงทุนครั้งยิ่งใหญ่ในประวัติศาสตร์ของสหรัฐฯ และข้าพเจ้าเชื่อมั่นว่า คนอเมริกันส่วนใหญ่ก็มีความต้องการสิ่งเหล่านี้มาแล้วอย่างช้านาน”

การผ่านร่างกฎหมายในวุฒิสภาด้วยเสียงสนับสนุนค่อนข้างสูงนี้ นับเป็นชัยชนะของประธานาธิบดีโจ ไบเดน เลยทีเดียว

และในช่วงเดียวกันวุฒิสภาก็ยังผ่านแผนงบประมาณ 3.5 ล้านล้านเหรียญ เพื่อขยายงานด้านสวัสดิการสุขภาพ จัดหาโรงเรียนอนุบาลให้กับเด้กๆเยาวชนอเมริกัน ให้นักศึกษาของวิทยาลัยชุมชนได้เรียนฟรีสองปี แถมด้วยเข้าไปสนับสนุนการแก้ไขปัญหาโลกร้อน และอเมริกันชนที่เดือดร้อนและได้รับผลกระทบจากโรคโควิด19 อาจจะได้รับอานิสงส์รับเงินเป็นรายเดือนจนกว่าโรคโควิด19นี้จะหดหายไป

อนึ่งดูเหมือนว่าร่างกฎหมายนี้ มิได้รับควมเห็นชอบและมิได้รับเสียงสนับสนุนจากพรรครีพับลิกันเลยแม้แต่เสียงเดียว โดยพรรคเดโมแครตเลือกที่จะใช้เทคนิคด้านข้อได้เปรียบผ่านร่างกฎหมายนี้ โดยมี “รองประธานาธิบดีคามาลา แฮร์ริส”เป็นผู้ลงคะแนนเสียงให้ค่ายพรรคเดโมแครตได้รับเสียงข้างมากหนึ่งเสียง!!!

ทั้งนี้กว่าที่ร่างกฎหมายของประธานาธิบดีโจ ไบเดน จะสามารถผ่านเป็นกฎหมายได้นั้นจำต้องได้รับอนุมัติจากสภาผู้แทนราษฎรอีกครั้งหนึ่ง โดยประธานสภาแนนซี เพโลซี ซึ่งสังกัดอยู่ในพรรคเดโมแครตจะรับหน้าที่ประธานผู้ควบคุมและเป็นผู้กำกับอีกต่อหนึ่ง

กล่าวโดยสรุปทั้งนี้และทั้งนั้นถึงแม้ว่าแรกเริ่มเดิมทีประธานาธิบดีโจ ไบเดน มิได้เป็นผู้สั่งการด้านสงครามอัฟกานิสถานก็ตามที แต่การที่เขาต้องถ่ายโอนอำนาจต่อจากอดีตประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ในขณะที่สหรัฐฯกำลังอยู่ในภาวะยุ่งเหยิงรอการสะสาง ส่วนร่างกฎหมายกระตุ้นเศรษฐกิจทั้งสองฉบับ หากได้รับการอนุมัติ แน่นอนว่าเศรษฐกิจของสหรัฐฯจะขับเคลื่อนได้อย่างคล่องตัวที่จะครอบคลุมทั้งทางด้านการศึกษา ด้านการขนส่งคมนาคม และด้านการแก้ไขปัญหาโลกร้อน นับเป็นการลงทุนที่ใช้งบประมาณสูงที่สุดตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่สอง และจะมีผลทำให้สหรัฐอเมริกาเติบโตและเป็นประเทศมหาอำนาจที่ยิ่งใหญ่ได้อีกครั้งหนึ่งด้วยละครับ

เกี่ยวกับผู้เขียน: hogsnow

แนะนำให้คุณ