“นักวิชาการ”วิเคราะห์“ศึกอภิปรายฯ”เบื้องหน้าเปิดฉากโจมตีเบื้องหลังเปิดโต๊ะเจรจา

หมายเหตุ : “อวยชัย วะทา” ประธานเครือข่ายองค์กรวิชาชีพครูแห่งประเทศไทย และอาจารย์ประจำหลักสูตรปริญญา

หมายเหตุ : “อวยชัย วะทา” ประธานเครือข่ายองค์กรวิชาชีพครูแห่งประเทศไทย และอาจารย์ประจำหลักสูตรปริญญาเอก ด้านการเมือง การปกครอง และยุทธศาสตร์การพัฒนา มหาวิทยาลัยราชภัฎมหาสารคาม ให้สัมภาษณ์พิเศษ “สยามรัฐ” วิเคราะห์ถึงการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล โดยฝ่ายค้าน ทั้ง7พรรคระหว่างวันที่ 31ส.ค.-3 ก.ย.64 จะส่งผลในทางบวก และลบต่อฝ่ายใดมากที่สุด

-การอภิปรายไม่ไว้วางใจครั้งนี้ ถือเป็นครั้งที่สามในรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี มีแง่มุมอะไรที่ต้องจับตา

มองว่าเป็นการอภิปรายในลักษณะที่เรียกว่า “องุ่นเปรี้ยว มะนาวหวาน” หมายความว่า เมื่อครบวาระที่ฝ่ายค้านจะทำหน้าที่ตรวจสอบการบริหารงานของรัฐบาล คือองุ่นวันหวานแล้ว แต่กินไม่ได้ จึงเป็นเหมือนองุ่นเปรี้ยวสำหรับฝ่ายค้าน

ส่วนสิ่งที่ตัวเองมีอยู่คือมะนาวมันเปรี้ยว แต่จัดอภิปรายเพื่อหวังจะบอกกับประชาชนว่าตัวเองนั้นมันหวาน ตัวเองคือมะนาว รัฐบาลคือองุ่น จากนั้นฝ่ายค้านพากันเขย่าต้นองุ่นเพื่อหวังลูกมันร่วงลงมา ตัวเองจะได้กินกันบ้าง

เชื่อว่าการอภิปรายครั้งนี้จะเป็นไปตามวาระทางการเมือง แต่จะไม่มีพลัง โดยดูจากฐานรากก่อนจะพบว่าพี่น้องประชาชนส่วนใหญ่ไม่ได้สนใจเรื่องการอภิปราย ประชาชนสนใจเรื่องปากท้อง เรื่องการทำมาหากินมากกว่า นอกจากนี้ประชาชนยังสนใจว่ารัฐบาลจะมีโครงการเยียวยา มาตรการใดออกมาอีกบ้าง เพราะเรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องใกล้ตัว มีผลต่อปากท้องของชาวบ้าน

ดังนั้นการอภิปรายฯครั้งนี้จึงเป็นเหมือนการเขย่าต้นองุ่น หากต้นไม่ล้ม ตัวเองคือพรรคฝ่ายค้านก็จะได้ประโยชน์จากการจัดสรรงบประมาณตามข่าวที่เคยมีขึ้นก่อนหน้านี้ ว่ามีการต่อรองเรื่องให้งบประมาณกับส.ส.ฝ่ายค้านจนนำไปสู่การที่ไม่มีการอภิปรายแกนนำในรัฐบาลบางรายมาแล้ว นอกจากนี้ยังมีรายงานว่าส.ส.ฝ่ายค้านยังฝากบริษัทของตัวเองไปรับงบประมาณจากกระทรวงต่างๆ ในหลายจังหวัด

-สำหรับรัฐบาลแล้วถึงอย่างไรก็จะได้คะแนนโหวตไว้วางใจ ในวันที่4ก.ย.64 ไปไดั้ทั้งหมด ดังนั้นเวทีการอภิปรายฯครั้งนี้จะยังคงให้ประโยชน์กับฝ่ายรัฐบาลมากกว่าหรือไม่

ต้องรอดูคะแนนโหวตไว้วางใจ วันที่4 ก.ย.ก่อน และคิดว่ารัฐมนตรีที่มีชื่อถูกอภิปรายไม่ไว้วางใจนั้น คะแนนใครจะต่ำ 270 คะแนนและใครจะได้มากหรือน้อย หรือตัวนายกฯจะได้คะแนนโหวตน้อยกว่ารัฐมนตรีจากพรรคร่วมรัฐบาลคนอื่นหรือไม่ ซึ่งจากการส่งสัญญาณของหัวหน้าพรรคแต่ละคน ไม่ว่าจะเป็นพรรคประชาธิปัตย์ พรรคภูมิใจไทย หรือแม้แต่พรรคเล็ก ก็เชื่อว่าจะไม่มีใครแตกแถว และอาจจะชัดเจนกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา

นอกจากนี้ยังจะเป็นการพิสูจน์ ว่าในการเลือกตั้งครั้งต่อไป ใครจะออกจากพรรคไหน แล้วย้ายไปอยู่พรรคไหน อีกด้วย ตัวอย่างเช่นคุณคารม พรพลกลาง ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกลที่แสดงตัวชัดเจนว่าพร้อมจะย้ายไปอยู่พรรคภูมิใจไทย เพราะมีชื่อเป็น1ในทีมองครักษ์พิทักษ์ รัฐมนตรีของพรรคภูมิใจไทย

นอกจากนี้ยังพบว่าท่าทีของหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์และภูมิใจไทยยังยืนยันว่าจะไม่มีการแตกแถว รวมถึงท่าทีของคุณศักดิ์สยาม รัฐมนตรีพรรคภูมิใจไทยเองที่มีท่าทีสบายใจมากกว่าการอภิปรายฯครั้งที่ผ่านๆมา

ทั้งนี้หากมีการโหวตสวนของคุณคารม และส.ส.พรรคก้าวไกล หรือกลุ่มดาวฤกษ์ ในพรรคพลังประชารัฐเชื่อว่ารัฐบาล และพรรคต้นสังกัดเหล่านี้ก็คงไม่ได้ให้ความสำคัญมากนัก เนื่องจากมั่นใจว่างบประมาณและโครงการต่างๆจะเริ่มลงสู่พื้นที่แล้ว และสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ก็พบว่าเริ่มลดระดับลง ภายใน60 วันในกรอบนโยบายเปิดประเทศภายใน 120 วัน นั้นจะเริ่มเห็นเป็นรูปธรรมมากขึ้น หรืออาจทำได้เร็วขึ้นกว่าเดิม รวมทั้งเวลานี้ยังพบว่าการฉีดวัคซีน ในหลายจังหวัดก็ทำได้เร็วขึ้น ฉีดได้มากขึ้น ก็จะสร้างความเชื่อมั่น ในการใช้ชีวิต รวมถึงการเปิดประเทศตามกรอบจะเกิดขึ้น

แนวโน้มของพรรคฝ่ายค้าน โดยเฉพาะพรรคเพื่อไทยไม่อยากให้รัฐบาลทำสำเร็จเร็วเกินไป ส่วนพรรคก้าวไกล กับม็อบต่างต้องการล้มรัฐบาลให้ได้ แต่ไม่สามารถทำได้ ซึ่งสอดคล้องกับแกนนำพรรคเพื่อไทย ในพื้นที่หลายคนระบุว่าในสมัยหน้า พรรคเพื่อไทยอาจจะเข้าร่วมรัฐบาล ก็เป็นไปได้ทั้งสิ้น เพียงแต่เวลานี้พรรคฝ่ายค้านมีหน้าที่ที่จะต้องทำตามบทบาทของตัวเอง คือการเขย่าองุ่นให้ล้ม ถ้าไม่ล้มก็ขอให้ลูกร่วงลงมาใส่ปากตัวเองบ้าง

-สำหรับพรรคฝ่ายค้านเอง วาระการอภิปรายฯรอบนี้มีความหมายมากน้อยแค่ไหน เพราะก่อนหน้านี้ประกาศแล้วว่า จะได้เห็นการเปลี่ยนแปลงใน “ระบอบประยุทธ์”

ที่ผ่านมาฝ่ายค้านก็ระบุแบบนี้หลายครั้งแล้ว ขณะที่กลุ่มม็อบที่มีความเกี่ยวข้องกับพรรคก้าวไกล เนื่องจากเราจะเห็นได้ว่ามีส.ส.ของพรรคไปประกันตัวแกนนำที่ผ่านมา ตอนนี้ก็กลายเป็น ม็อบเด็กแว๊น ไปแล้ว ผู้ปกครองจำนวนไม่น้อยก็ไม่ต้องการให้ลูกหลานไปเสี่ยงกับเหตุการณ์ต่างๆในการชุมนุม

แม้จะมีการจัดกิจกรรมนอกสภาฯ จากณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำนปช. และบก.ลายจุด ประกาศจัด D-day นัดระดมมวลชนในวันที่ 2 ก.ย.นี้ที่ใจกลางกรุงเทพฯ เชื่อว่าไม่น่าจะมีอะไรที่สามารถยกระดับจนขับไล่รัฐบาลได้สำเร็จ แต่มองว่าจะเป็นเพียงกิจกรรมทางการเมืองที่หล่อเลี้ยง หัวคะแนน และแกนนำม็อบเท่านั้น แต่โดยภาพรวมยังพบว่าในต่างจังหวัด ชาวบ้านยังกลัวโควิด และไม่อยากเข้าร่วมอีกมาก

การรณรงค์จากอสม. ให้ชาวบ้านมาฉีดวัคซีน สำหรับในต่างจังหวัดแล้วพบว่าทำให้ประชาชนสนใจมากกว่าเรื่องการอภิปรายฯ หรือปัญหาการเมืองต่างๆ รวมทั้งยังมีกระทรวงต่างๆที่ลงไปทำงานในระดับพื้นที่ อย่างต่อเนื่อง เพียงแต่การสื่อสาร การประชาสัมพันธ์ ขึ้นมายังส่วนกลางยังถือว่าน้อยเกินไป แต่สำหรับชาวบ้านแล้วสิ่งเหล่านี้คือเรื่องที่เขาสัมผัสได้จริง ทั้งการฉีดวัคซีนที่เพิ่มขึ้น นอกจากนี้ประชาชนยังรอคอยการเปิดจังหวัด เพื่อให้การเดินทางไปมา ถึงกันเกิดขึ้นได้

-การอภิปรายครั้งนี้ จะต้องจับตาว่าคะแนนโหวตไว้วางใจรัฐมนตรี จะไปสัมพันธ์กับการพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ในวาระ 3 ที่จะเข้าสู่รัฐสภา ในวันที่ 10 ก.ย.นี้ด้วยหรือไม่ หากจะมีการเปิดเกมต่อรองคะแนนเสียงกับการโหวตผ่านร่างรัฐธรรมนูญ

จากการพูดคุยกับแกนนำพรรคการเมือง หลายพรรคพบว่า ส่วนใหญ่ต้องการเลือกตั้งแบบบัตร 2ใบ รวมทั้งอยากจะสลัดพรรคก้าวไกลออกไป เพราะไม่ต้องการถูกดึงเข้าไปพัวพันกับข้อหาล้มล้างสถาบัน แล้วจะนำไปสู่การยึดอำนาจอีกครั้งที่รุนแรงมากกว่าเดิม หากยังไม่หยุดเรื่องการก้าวล่วงสถาบัน ดังนั้นหลายพรรคยังเชื่อว่าจะสามารถประนีประนอมกับรัฐบาลได้ กับพล.อ.ประยุทธ์ได้ ส่วนใครจะได้ปาร์ตี้ลิสต์มากกว่ากันก็ให้ได้ช่วงชิงกันเอาในสนามเลือกตั้ง

เพราะฉะนั้นทั้งการอภิปรายฯและการผ่านร่างรัฐธรรมนูญ ผ่านความเห็นชอบจากสภาฯแน่นอน แต่ใครจะช่วงชิงคะแนนจากประชาชนได้ เพราะนี่คือยกที่สี่ ยังไม่ถึงยกที่ห้า สำหรับฝ่ายค้านที่จะดิสเครดิตรัฐบาล อย่าลืมว่าการเลือกตั้ง ยังไม่เกิดขึ้นเวลานี้ ปีหน้าจึงจะไปสู่ยกที่ห้าก่อนเข้าสู่กระบวนการรับรองรัฐธรรมนูญ และไปสู่การเลือกตั้งครั้งใหม่ หรืออาจเป็นกลางปีหน้า ซึ่งแม้จะไม่พลิกจับมือกันง่าย แต่ก็จะเป็นในลักษณะ เบื้องหน้าโจมตีกัน แต่เบื้องหลังเปิดการเจรจากัน

แต่สำหรับพรรคที่จะถูกโดดเดี่ยวคือพรรคประชาชาติ ,เสรีรวมไทย และพรรคก้าวไกล ที่พบว่าคะแนนในต่างจังหวัดลดลงมาก ส่วนคะแนนนิยมของเพื่อไทยนั้นต้องชิงกันสามพรรค ระหว่างพรรคพลังประชารัฐ พรรคประชาธิปัตย์ ที่ต่างให้เห็นชอบการเลือกตั้งบัตร2ใบ

หากพรรคพลังประชารัฐ ต้องการชิงคะแนนเลือกตั้ง ก็อาจจะใช้วิธีการปรับครม. แต่จะไม่ให้เกิดแรงกระเพื่อม แต่จะเป็นการเข้าไปเพื่อควบคุมจัดการกับข้าราชการประจำก่อนเลือกตั้ง จัดแถว ข้าราชการ ปัญหาความขัดแย้งในพรรคพลังประชารั อาจจะมีน้ำหนักน้อยกว่าเป้าหมายเพื่อคุมความได้เปรียบในการเลือกตั้งมากกว่า

เกี่ยวกับผู้เขียน: hogsnow

แนะนำให้คุณ